
ทรงเป็นนักการศึกษา
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงตระหนักและสนพระราชหฤทัยเกี่ยวกับการศึกษาอย่างยิ่ง เพราะทรงเห็นว่า การศึกษาเป็นเครื่องมือสำคัญยิ่งในการพัฒนาบุคคลเพื่อเป็นกำลังในการพัฒนาประเทศชาติ พระองค์มีส่วนเกื้อหนุนอย่างมากทั้งการศึกษาในระบบโรงเรียนและการศึกษานอกระบบ ตั้งแต่ระดับชั้นประถมศึกษา ไปจนถึงระดับอุดมศึกษา พระองค์ทรงต้องการให้การศึกษาของชาติแผ่ขยายไปยังท้องถิ่นต่าง ๆ อย่างทั่วถึงทั้งประเทศ แม้ในถิ่นทุรกันดารเพื่อส่งเสริมให้การศึกษาทุนระดับมีมาตรฐานสูงขึ้นพระมหากรุณาธิคุณประการแรกที่มีต่อการศึกษาในระดับประถมศึกษามัธยม คือ พระราชทานความช่วยเหลือแก่ตำรวจตระเวนชายแดน ในการจัดตั้งโรงเรียนสำหรับเยาวชนในถิ่นที่อยู่ห่างไกล การคมนาคมไม่สะดวก
ในปี พ.ศ.2499 ทรงให้ตำรวจตระเวนชายแดนได้เริ่มโครงการจัดตั้งโรงเรียนชาวเขา วัตถุประสงค์เพื่อช่วยให้ชาวเขาและเยาวชนไทยในถิ่นทุรกันดารได้มีโอกาสศึกษาเล่าเรียน
ต่อมาในปี พ।ศ.2506 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวพระราชทานพระราชทรัพย์สวนพระองค์แก่กองกำกับการตำรวจตระเวนชายแดน เขต 5 จังหวัดเชียงใหม่ ด้วยพระราชทรัพย์ที่ได้พระราชทานนี้เอง กองกำกับการตำรวจตระเวนชายแดน จึงจัดสร้างโรงเรียนในถิ่นทุรกันดารขึ้น พระราชทานนามโรงเรียนเหล่านี้ว่า “โรงเรียนเจ้าพ่อหลวงอุปถัมภ์”นอกจากนั้น พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวยังได้พระราชทานพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์ช่วยเหลือโรงเรียนร่มเกล้า สำหรับเยาวชนในท้องถิ่นชนบทห่างไกลที่มีความไม่สงบจากภัยต่าง ๆ ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เช่น “โรงเรียนร่มเกล้า” ที่จังหวัดนครพนม เป็นแห่งแรก แล้วต่อมามีการสร้างโรงเรียนร่มเกล้าทั่วทุกภาคของประเทศ
ส่วนเยาวชนในเขตชุมชน ซึ่งส่วนมากพ่อแม่มีฐานะยากจน พระองค์ก็ทรงช่วยเหลือด้วยการริเริ่มโครงการจัดตั้งโรงเรียนสงเคราะห์เด็กยากจนขึ้นในวัด และอาราธนาพระสงฆ์มาเป็นครูช่วยสอนทั้งทางโลกและทางธรรม โรงเรียนสงเคราะห์เด็กยากจนมีอยู่ในจังหวัดน่าน นครพนม ราชบุรี และสมุทรปราการ ทรงโปรดฯให้สร้างโรงเรียนในวัด ดังพระราชดำริว่า
"ถ้าเราสามารถที่จะสร้างความสัมพันธ์ระหว่างศาสนากับการศึกษาและชีวิตของคนที่มีมากขึ้น ๆ ให้กลับมาเป็นอย่างเดิม เหมือนอย่างของเก่าโบราณของเรา คือ ให้รู้สึกว่าโรงเรียนก็คือวัด วัดก็คือโรงเรียน ก็จะทำให้บ้านเมืองมีอนุชนที่มึความสามารถในทางวิชาการ และมีจิตใจดี เป็นพลเมืองดีต่อไปจะช่วยให้ส่วนรวมสามารถทีจะดำเนินต่อไป...."

ทรงเป็นนักเขียน-นักแปล
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงเป็นนักอ่าน และทรงเป็นนักเรียนมาแต่ยังทรงพระเยาว์ พระราชนิพนธ์ที่ทรงแต่ง คือเรื่อง “เมื่อข้าพเจ้าจากสยามมาสู่สวิตเซอร์แลนด์” เคยตีพิมพ์ในหนังสือ วงวรรณคดี ฉบับเดือน สิงหาคม 2490 ทรงเขียนได้อย่างสะเทือนอารมณ์ และเห็นภาพที่ทรงบรรยาย
“วันที่ 18 สิงหาคม พ..2489 เราจะต้องจากไปวันพรุ่งนี้แล้ว !
อะไร ๆ ก็จัดการเสร็จหมด หมายกำหนดการก็มีอยู่แล้ว...บ่ายวันนั้นเราไปถวายบังคมลาพระบรมอัฐิของพระบรมราชบุพการีของเรา ทั้งสมเด็จพระมหากษัตริย์ และสมเด็จพระบรมราชินีในรัชกาลก่อน ๆ แล้วก็ไปถวายบังคมลาพระบรมศพ เราต้องทูลลาให้เสร็จในวันนี้ และไม่ใช่พรุ่งนี้ตามที่กะไว้แต่เดิม เพื่อจะรีบไม่ให้ชักช้า เพราะพรุ่งนี้จะได้มีเวลาแล่นรถช้า ๆ ให้ราษฎรเห็นหน้ากันโดยทั่วถึง
เมื่อออกจากพระที่นั่งไพศาลทักษิณมายังพระที่นั่งอมรินทรวินิจฉัย ผู้คนอะไรช่างมากมายเช่นนี้ เมื่อวานนี้เจ้าหน้าที่ได้เข้ามาถามว่า จะอนุญาตให้ประชาชนเข้ามาหรือไม่ ในขณะที่ไปถวายบังคมพระบรมศพ ตอบเขาว่า ให้เข้ามาสิ เพราะเหตุว่า วันอาทิตย์เป็นวันสำหรับประชาชน เป็นวันของเรา จะไปห้ามเสียกระไรได้ และยิ่งกว่านั้นยังเป็นวันสุดท้าย ก่อนที่เราจะจากบ้านเมืองไปด้วย ข้าพเจ้าก็ยากจะแลเห็นราษฎร เพราะกว่าจะได้กลับมาเห็นเช่นนี้ก็คงอีกนานมาก วันนี้พวกทหารรักษาการณ์กันอย่างเต็มที่ เพื่อกันทางไว้ให้รถแล่นได้สะดวก ไม่เหมือนอย่างวันที่ 15 สิงหาคม ที่ผ่านมาช้าเกินไป...”
พระราชนิพนธ์ เรื่อง “พระมหาชนก” เป็นพระราชนิพนธ์ที่ทรงค้นคว้าจากพระไตรปิฎก แล้วดัดแปลงเนื้อเรื่อง สำนวนภาษาให้เหมาะสมกับสมัย นี่แสดงให้เห็นถึงพระอัจฉริยภาพ และพระปรีชาสามารถของพระองค์ เพราะเป็นพระราชนิพนธ์ที่มีภาษาสละสลวย มีอรรถรส และมีเนื้อหาสอดแทรกพระสัทธรรมในพระพุทธศาสนา มีความวิริยะ ความเพียร ความพยายาม และมีความอดทน เพื่อให้พสกนิกรชาวไทยได้อ่านเรื่องที่มีสาระในข้อธรรมะเพื่อนำมาประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวัน หากการดำเนินชีวิตมีอุปสรรค พร้อมที่ฟันฝ่าให้ประสบผลสำเร็จได้หากมีความพยายามและอดทนพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงแปลพระราชนิพนธ์เรื่อง “พระมหาชนก” เป็นภาษาไทยและภาษาอังกฤษ ทำให้พระราชนิพนธ์เรื่องนี้มีภาคภาษาไทยและภาคภาษาอังกฤษในเล่มเดียวกัน
พระราชนิพนธ์เรื่อง “ทองแดง” ที่ทรงกล่าวถึงสุนัขที่ทรงเลี้ยงก็พระราชนิพนธ์ไว้สองภาษา คือภาคภาษาไทยและภาคภาษาอังกฤษในเล่มเดียวกัน ทรงพระราชนิพนธ์ถึงความกตัญญูรู้คุณของทองแดงที่มีต่อ “แม่มะลิ” ที่เคยเป็นแม่นมของทองแดงตอนเล็ก ๆ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงยกย่องทองแดงว่า
“ผิดกับคนอื่นที่เมื่อกลายเป็นคนสำคัญแล้ว มักจะลืมตัว และดูหมิ่นผู้มีพระคุณที่เป็นคนต่ำต้อย”
ทองแดงเป็นสุนัขที่มีสัมมาคารวะ และมีกิริยามารยาทเรียบร้อย เจียมเนื้อเจียมตัว รู้จักที่สูงที่ต่ำ เวลาเฝ้าฯ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว จะนั่งต่ำกว่าเสมอ แม้จะทรงถึงตัวขึ้นมากอด ทองแดงก็จะทรุดตัวลงหมอบกับพื้น และทำหูลู่อย่างนอบน้อม คล้าย ๆ กับแสดงว่า “ไม่อาจเอื้อม”
ในบทสัมภาษณ์ของนายซิมเมอร์มาน ผู้แทนนิตยสาร ลุค ของสหรัฐอเมริกา ขอพระราชทานสัมภาษณ์ ในการที่พระองค์ทรงมีความรู้สึกว่า อะไรคือสิ่งตอบแทนที่พระองค์เสด็จขึ้นครองราชสมบัติพระราชดำรัสที่ทรงให้สัมภาษณ์กับนิตยสาร หรือสื่อมวลชนอื่น ๆ จะทรงเห็นว่าพระองค์มีพระอัจฉริยภาพในความเป็นนักเขียน เช่น
“ความรู้สึกที่เป็นรางวัลตอบแทนอันยิ่งใหญ่ที่สุดของพระองค์ ก็คือ การที่ยังทรงมีพระชนม์อยู่ และไม่ถูกอัญเชิญเสด็จออกไปให้พ้นจากราชบัลลังก์ โดยแท้จริงแล้วพระองค์ทรงเป็นพระมหากษัตริย์ก็โดยที่ประชาชนเลือกกันขึ้นมา ดังนั้นหากประชาชนของพระองค์ไม่ปรารถนาในพระองค์อีกต่อไป ประชาชนนั่นแหละ จะเป็นผู้อัญเชิญเสด็จให้พระองค์ออกไป และก็เป็นสิ่งที่แน่นอนว่าเมื่อนั้นก็จะต้องทรงเป็นคนว่างงานนั่นเอง...”
นอกจากนั้น ยังมีพระราชนิพนธ์แปลจากภาษาต่างประเทศ เช่น พระราชนิพนธ์ เรื่อง “นายอินทร์ผู้ปิดทองหลังพระ” จากต้นฉบับภาษาอังกฤษเรื่อง A Man Called Intrepid ของวิลเลียม สตีเวสัน (William Stevenson) พระองค์ทรงแปลวันละเล็กละน้อยรวมใช้เวลานานถึง 3 ปี จึงแปลเรื่องนี้จบ สะท้อนให้เห็นถึงความวิริยะอุตสาหะของพระองค์ แม้จะทรงมีภารกิจมากมายในแต่ละวัน พระองค์ทรงแปลหน้าแรก เมื่อวันที่ 20 มิถุนายน 2520 และสิ้นสุดหน้าสุดท้าย เมื่อวันที่ 23 มีนาคม 2523
พระราชนิพนธ์แปลเรื่อง “ดิโด” จากต้นฉบับภาษาอังกฤษ เรื่อง “Tito” ของ ฟิลลิส ออดิ (Phyltis Auty) ซึ่งเป็นชีวประวัติของนายพลดิโด ผู้นำของยูโกสลาเวีย ที่สามารถรวมเชื้อชาติ ศาสนาและวัฒนธรรมให้เป็นปึกแผ่นได้แม้ยามวิกฤต
พระองค์ทรงพระราชนิพนธ์แปลเรื่องนี้ถึง 20 ปี ทรงตรัสว่า “ยังคงทันสมัย เพราะเขายังตีกันอยู่...” (พระราชดำรัส พระราชทานแก่คณะบุคคลต่าง ๆ ที่เข้าเฝ้าถวายชัยมงคล เมื่อวันที่ 4 ธันวาคม 2537)หนังสือทุกเรื่องที่ทรงพระราชนิพนธ์แปลจากภาษาต่างประเทศ ทรงแปลด้วยสำนวนโวหารเป็นภาษาไทย ทำให้อ่านมีอรรถรส สนุกสนาน อ่านแล้วเข้าใจง่าย นับเป็นบุญสติปัญญาของชาวไทย ที่เรามีพระมหากษัตริย์ทรงมีอัจฉริยะ มีพระปรีชาสามารถในทุก ๆ ด้าน ที่ทรงทำเพื่อความสุขแก่พสกนิกรชาวไทย สมควรอย่างยิ่งที่พวกเราทั้งหลายควรน้อมนำตอบแทน ด้วยการกระทำความดีแด่พระองค์ท่าน ขอให้พระองค์ท่าน “ทรงพระเจริญยิ่งยืน

ทรงเป็นนักแต่งเพลง
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวนอกจากทรงเชี่ยวชาญด้านดนตรีแล้วพระองค์ยังทรงมีพระปรีชาสามารถด้านพระราชนิพนธ์เพลง โดยการสนับสนุนจากพระบรมเชษฐาธิราช พระราชนิพนธ์เพลงแรกคือเพลง “แสงเทียน” (Candlelight Blues) และต่อมาคือเพลง “ยามเย็น” (Love at Sundown) และเพลง “สายฝน” (Falling Rain) ปัจจุบันรวมเพลงที่พระราชนิพนธ์ไว้มากกว่า 40 เพลง ได้แก่เพลง “ชะตาชีวิต” “ใกล้รุ่ง” เป็นต้น
ด้วยพระปรีชาสามารถทั้งด้านดนตรีและแต่งเพลง สถาบันดนตรีและศิลปะแห่งกรุงเวียนนา ได้ทูลเกล้าฯ ถวายประกาศนียบัตรเกียรติคุณชั้นสูงให้ทรงดำรงตำแหน่งสมาชิกกิตติมศักดิ์ อันดับที่ 23 เมื่อวันที่ 5 ตุลาคม 2507 และปี พ.ศ.2529 คณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ ได้ทูลเกล้าฯ ถวายพระราชสมัญญานามพระองค์ว่า “อัครศิลปิน”

ทรงเป็นนักดนตรี
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงสนพระทัยการเล่นดนตรีมาแต่ทรงพระเยาว์ เมื่อประทับอยู่ที่ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ทรงขี่จักรยานไปหาครูสอนดนตรี แล้วเริ่มเรียนดนตรีประเภทเครื่องเป่า ซื้อเครื่องดนตรีชิ้นแรกคือคลาริเน็ต ด้วยพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์ ตอนพระชนมายุแค่ 10 พรรษาเท่านั้น ทรงศึกษาวิชาดนตรี และสะสมแผ่นเสียงต่างๆ ทั้งเพลงคลาสสิกและเพลงร่วมสมัย พระองค์โปรดปรานดนตรี ดิกซีแลนด์แจซ จนได้รับยกย่องว่า ทรงเชี่ยวชาญดนตรีประเภทนี้มาก
เครื่องดนตรีที่ทรงฝึกฝนจนเชี่ยวชาญ เช่น อัลโตแซ็กโซโฟน คลาริเน็ตทรัมเป็ด แซ็กโซโฟน โซปราโน ทรงฝึกเป่าแซ็กโซโฟนกับแผ่นเสียงของซิดนีย์เครื่องดนตรีทุกชิ้นที่เอ่ยมาทรงเล่นได้อย่างเชี่ยวชาญ จนหนังสือพิมพ์โฮโนลูลูแอดเวอร์ไทซิง ได้ถวายพระนามว่า พระองค์ทรงเป็น “ราชาแห่งดนตรีแจซ”
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเคยทรงดนตรีร่วมกับนักดนตรีที่มีชื่อเสียงระดับโลก เช่น เบนนี่ กู๊ดแมน และเลส บราวน์ ไลโอเนล แฮมป็ตันสแตนเกตซ์ เป็นต้น พระองค์พระราชทานคำแนะนำให้จัดตั้งสมาคมการดนตรีโดยรวบรวมนักดนตรีและนักประพันธ์เพลง และต่อมานักดนตรีเหล่านั้นได้จัดตั้งสมาคมดนตรีแห่งประเทศไทย โดยพระบรมราชูปถัมภ์มีพระเจ้าวรวงศ์เธอพระองค์เจ้าจักรพันธ์เพ็ญศิริ จักรพันธ์ เป็นนายกสมาคมพระองค์แรก

ทรงเป็นนักถ่ายภาพ
เมื่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมีพระชนมายุได้ 8 พรรษา สมเด็จพระบรมราชชนนีได้พระราชทานกล้องถ่ายรูปโคโรเน็ต มิคเจ็ด สีเขียวประดำของฝรั่งเศส ราคา 2 ฟรังส์สวิส เพราะพระบรมราชชนนีทรงเห็นพระราชโอรสสนพระทัยการถ่ายภาพ เมื่อ พ.ศ. 2481 พระองค์เสด็จกลับประเทศไทยพร้อมด้วยพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล พระบรมเชษฐาธิราชก็ทรงมีกล้องถ่ายรูปคล้องพระศอ ทรงยกกล้องถ่ายรูปประชาชนที่มาคอยรับเสด็จพระองค์ตรัสกับผู้ใกล้ชิดว่า
“ฉันเป็นกษัตริย์ก็จริง แต่ก็มีอาชีพเป็นช่างภาพของหนังสือพิมพ์แสตนดาร์ด ได้เงินเดือนเดือนละ 100 บาท ตั้งหลายปีแล้ว จนบัดนี้ก็ยังไม่เห็นเขาขึ้นเงินเดือนให้สักที เขาก็คงถวายเดือนละ 100 บาทอยู่เรื่อยมา...”
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงศึกษาและเรียนรู้เทคนิคการถ่ายภาพจนมีพระปรีชาสามารถแต่ยังทรงพระเยาว์ ทรงเชี่ยวชาญทั้งการถ่ายภาพและล้างอัดภาพด้วยพระองค์เอง จนมีภาพถ่ายฝีพระหัตถ์มากมาย เวลาเสด็จไปที่ต่าง ๆ พระองค์ทรงนำกล้องห้อยพระศอไปทุกที่ ทรงโปรดที่จะถ่ายภาพโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ เพื่อศึกษาดูว่า โครงการไหนมีความเจริญก้าวหน้า หรือยังล้าหลังเพียงใด ทรงถ่ายภาพเพื่อบันทึกความจำ และให้เป็นประโยชน์ต่อความเป็นอยู่ของพสกนิกรไทย ดังประราชดำรัสว่า
“ศิลปะ เป็นสิ่งที่ช่วยพัฒนาประเทศได้อีกทางหนึ่ง” พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงถ่ายภาพยนตร์ส่วนพระองค์ด้วยพระองค์เอง เพื่อนำภาพยนตร์นั้นออกฉาย หารายได้จากผู้บริจาคโดยเสด็จพระราชกุศล นำมาช่วยเหลือประชาชนด้านต่างๆ เช่น บริจาคสร้างตึกวชิราลงกรณ์ สภากาชาดไทย โรงพยาบาลภูมิพล เป็นต้น

ทรงเป็นจิตรกรภาพวาดสีน้ำมัน
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงมีพระอัจฉริยภาพด้านจิตรกรรมมาแต่ยังทรงพระเยาว์ เมื่อพระชนมายุ 10 พรรษา ทรงศึกษา และทรงวาดภาพ โดยการซื้อตำราวาดภาพมาศึกษาค้นคว้า พระองค์ทรงโปรดฯ ให้จิตรกรเข้าร่วามโต๊ะเสวย และทรงรับฟังการวิจารณ์ผลงานวาดภาพจากฝีพระหัตถ์ของพระอง๕ภาพวาดฝึพระหัตถ์ มีทั้งภาพเหมือนจริง (Realistic) ภาพแบบเอ็กซ์เพรสชั่นนิสม์ (Expressionism) และภาพแบบนามธรรม (Abstractionism)
ปี พ.ศ. 2508 มหาวิทยาลัยศิลปากรได้ทูลเกล้าฯ ถวายปริญญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ สาขาจิตรกรรม
พระองค์ทรงใช้เวลาว่างวาดภาพฝีพระหัตถ์อยู่เสมอ จนกระทั่งปี 2510 การวาดภาพของพระองค์ยุติลง เพราะพระราชภารกิจมากขึ้น
ปี พ.ศ.2525 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงมีพระบรมราชานุญาตให้แสดงภาพวาดสีน้ำมัน จากฝีพระหัตถ์จำนวน 47 ภาพ แสดง ณ พิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติ หอศิลปะ จึงเป็นนิทรรศการครั้งแรกในโลกที่แสดงภาพวาดสีน้ำมันฝีพระหัตถ์ของพระมหากษัตริย์เพียงพระองค์เดียว ซึ่งไม่เคยมีที่ใดมาก่อนเลย

ทรงเป็นนักกีฬาแบดมินตัน
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงสนพระทัยเล่นแบดมินตันกับสมเด็จพระบรมราชชนนีมาแต่ทรงพระเยาว์ เพราะสมเด็จพระบรมราชชนนีทรงเล่นแบดมินตันเพื่อออกกำลังพระวรกายเป็นประจำ ร่วมกับพระประยูรญาติและพระสหาย เมื่อทรงสนพระราชหฤทัย พระองค์ทรงมีวิริยะอุตสาหะที่จะพัฒนาฝีมือและเทคนิคการเล่นให้ดียิ่งขึ้น ทรงเสด็จทอดพระเนตรการแข่งขันกีฬาแบดมินตันนัดสำคัญๆ แล้วนำมาปรับปรุงการเล่นของพระองค์
พระองค์ทรงเล่นแบดมินตันกับ วอง เป็งสูน อดีตแชมเปี้ยนโลกชายเดี่ยว ทรงโปรดการเล่นกีฬา เรือใบ แบดมินตัน สกีน้ำ ร่วมกับข้าราชบริพารที่ตามเสด็จโดยไม่ถือพระองค์ จนเป็นที่ยอมรับว่า พระองค์ทรงมีน้ำพระราชหฤทัยเป็นนักกีฬาอย่างแท้จริง

ทรงเป็นนักกีฬาเรือใบ
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงสนพระราชหฤทัยที่จะต่อเรือใบ จึงทรงออกแบบด้วยพระองค์เอง พระองค์ทรงศึกษาค้นคว้า แล้วต่อเรือใบตามมาตรฐานสากล ประเภทเอ็นเตอร์ไพรส์ (International Enterprise Class) พระราชทานชื่อเรือใบลำแรกที่ทรงต่อเองว่า “ราชประแตน” พระองค์ทรงใช้ด้านหลังพระตำหนักจิตรลดารโหฐาน เป็นโรงงานต่อเรือ โดยมีหม่อมเจ้าภีศเดช รัชนี ทรงช่วยเหลือ
หลังจากต่อเรือราชประแตนเสร็จ พระราชทานเลขกำกับรุ่นว่า 11111 แล้วทรงทดลองเรือที่ต่อเสร็จในลำคลองรอบสวนจิตรลดา ทรงเห็นข้อบกพร่องและเห็นปัญหาทรงแก้ไขให้ใช้งานดีขึ้น
หลังจากนั้น พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงต่อเรือให้มาตรฐานสากล ประเภทโอเค (International OK Class) เป็นลำแรก พระราชทานชื่อว่า “นวฤกษ์” จากนั้นทรงต่อเรือประเภทโอเคอีก 3 ลำ
พ.ศ.2509-2510 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงต่อเรือใบประเภทม็อธ (International Moth Classป ขึ้นอีก 3 ลำ ลำแรกมีขนาดยาว 11 ฟุต กว้าง 4 ฟุต 7 นิ้ว พระราชทานชื่อ “มด” ลำที่ 2 เป็นเรือใบขนาดยาว 11 ฟุต กว้าง 4 ฟุต 11 นิ้ว พระราชทานชื่อว่า “ซูเปอร์มด” และลำที่ 3 เป็นเรือใบขนาดเล็กมาก ตัวเรือยาว 7 ฟุต 9 นิ้ว กว้าง 3 ฟุต 4 นิ้ว พระราชทานชื่อว่า “ไมโครมด”ในปี พ।ศ।2510 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงเป็นนักกีฬาเรือในทีมชาติเข้าร่วมแข่งขันในกีฬาแหลมทอง ครั้งที่ 4 (The Southeast Asia Peninsula Games) ซึ่งจัดขึ้นที่ประเทศไทย คู่กับสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าอุบลรัตนราชกัญญา ฯ โดยใช้เรือใบ TH27 และเรือใบ TH18 เข้าร่วมในการแข่ง ผลการแข่งขัน ทั้งสองพระองค์ทรงทำคะแนนได้เท่ากันและเป็นผู้ชนะเลิศได้รับรางวัลเหรียญทอง เป็นเกียรติประวัติของการกีฬาไทย ดังพระราชดำรัสว่า“กีฬาเป็นส่วนสำคัญส่วนหนึ่งของการศึกษา กีฬาเป็นวิธีที่ดีที่สอนเด็กให้มีความอดทน กล้าหาญ รู้จักแพ้รู้จักชนะ เป็นเครื่องส่งเสริมสุขภาพพลังกายและใจ และเด็กจะเป็นพลเมืองดี...”

ทรงเป็นนักประดิษฐ์
เมื่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวยังทรงพระเยาว์ ทรงโปรดประดิษฐ์ของเล่นด้วยพระองค์เอง เพราะสมเด็จพระบรมราชชนนีไม่ได้พระราชทานเงินให้ซื้อของเล่นบ่อยครั้งนัก ทรงใช้ไม้ทำเครื่องร่อน ทรงพันลวดสร้างมอเตอร์ไฟฟ้า พระองค์ทรงสนพระราชหฤทัยกับสิ่งประดิษฐ์ เมื่อมีเวลาว่างจะทรงทำของเล่นต่าง ๆ เป็นงานอดิเรกพระองค์ทรงประดิษฐ์เครื่องกลเติมอากาศที่ผิวน้ำหมุนช้างแบบทุ่นลอย สำหรับเติมออกซิเจนในน้ำ ด้วยราคาต้นทุนประหยัด เรียกว่า “กังหันน้ำขัยพัฒนา”
สำนักสิทธิบัตร กรมทรัพย์สินทางปัญญา กระทรวงพาณิชย์ ได้ทูลเกล้าฯ ถวายสิทธิบัตรการประดิษฐ์ แสดงความเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ เมื่อวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2536
สำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ ได้ทูลเกล้าฯ ถวายรางวัลที่ 1 ประเภทรางวัลผลงานประดิษฐ์คิดค้นสิ่งประดิษฐ์ซึ่งเป็นประโยชน์แก่ประเทศชาติ ประจำปี พ.ศ.2536 แด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
พระองค์ทรงมีพระราชดำรัสเกี่ยวกับนักประดิษฐ์ของไทยว่า
“...สำหรับนักค้นคิดทั้งหลาย ซึ่งมีคนไทยมากคนที่ได้คิดประดิษฐ์สิ่งของที่เป็นประโยชน์มาช้านานแล้ว ตั้งแต่ครั้งไปเยี่ยมภาคเหนือ เมื่อ 30 ปีกว่าแล้ว ก็ได้ไปเห็นคนหนึ่ง เป็นผู้อยู่ใกล้น้ำตกแม่กลาง แล้วก็ได้นำการสร้างไฟฟ้านั้นมาใช้ในบ้านของเขาได้ โดยมีคล้าย ๆ เป็นเครื่องเปิดปิดระยะห่างไกลก็ทำให้นึกว่าคนไทยก็มีความคิดที่จะค้นคิดสิ่งที่เป็นประโยชน์”
คณะรัฐมนตรีได้มีมติให้วันที่ 2 กุมภาพันธ์ ของทุกปีเป็น “วันนักประดิษฐ์” เพื่อเป็นการเทิดพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว”
นอกจากนั้นพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวยังทรงประดิษฐ์เครื่องจักรกลใช้พลังงานรูปแบบต่าง ๆ ให้กรมชลประทานรับสนองพระราชดำริ สำหรับเครื่องสีข้าว เครื่องนวดข้าวใช้แรงคน เครื่องสูบน้ำเท้าเหยียบ รถพระที่นั่ง 4 ล้อ 5 ที่นั่ง เครื่องไฟฟ้าพลังน้ำขนาดเล็ก กังหันน้ำสูบน้ำแท่นลอย เครื่องสูบน้ำพลังน้ำไหล และเครื่องตะบันน้ำ เป็นต้น
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น